อาหารและโภชนาการ
คุณอยู่ที่นี่ : หน้าหลัก / ลูกค้ากลุ่มองค์กร / อาหารและโภชนาการ
Bookmark and Share
อาการแพ้อาหาร ย้อนกลับ

การแพ้อาหารเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจว่าอาหารบางอย่างที่เรากิน เช่น ไข่หรือถั่ว เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้อาหารมักมีอาการไม่รุนแรง แต่ทว่าในบางกรณีก็อาจมีอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้อาหาร

                ในสหราชอาณาจักรพบการแพ้อาหาร 1– 2 รายในประชากรทุก 100 คน บางครั้งก็มีความสับสนระหว่างการแพ้อาหารกับภาวะอาหารเป็นพิษ (food poisoning)และภาวะรับอาหารบางชนิดไม่ได้ (food intolerance) ซึ่งภาวะเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายแต่ไม่เป็นอันตรายเหมือนกับการแพ้อาหาร

                อาหารที่มักทำให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเมล็ดแห้งอื่น ๆ (เช่น ถั่วบราซิล อัลมอน เฮเซลนัท วอลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วพีแคน) ปลาและสัตว์น้ำมีเปลือก นมวัว ไข่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองและข้าวสาลี

                การแพ้อาหารมักจะเกิดในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่ โดยที่อาการแพ้อาหารของเด็กหลายคนอาจหายไปในช่วงวัยเรียน ส่วนผู้ใหญ่บางรายอาจมีอาการแพ้อาหารได้แม้ว่าจะไม่เคยมีอาการในวัยเด็กเลยก็ตาม หากคุณมีอาการแพ้อาหารชนิดหนึ่งคุณก็มีโอกาสที่จะแพ้อาหารอื่นๆด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณแพ้กุ้ง คุณก็อาจจะแพ้สัตว์น้ำมีเปลือกชนิดอื่นๆด้วย หรือกรณีคนที่เป็นไข้ละอองฟาง (Hay fever) หรือแพ้น้ำยาง (latex) อาจมีอาการแพ้ข้ามหรือแพ้อาหารชนิดอื่นร่วมด้วย เรียกว่าปฏิกิริยาข้ามกัน (cross-reactivity)
 


อาหารและระบบภูมิคุ้มกัน

                เมื่อคุณมีอาการแพ้เกิดขึ้น นั่นหมายความว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณทำปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดว่าอาหารที่กิน เช่น ถั่ว เป็นสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานร่างกาย ร่างกายก็จะสร้างแอนติบอดีขึ้น ซึ่งอาจจะยังไม่เกิดอาการแพ้ในครั้งแรกแต่เมื่อคุณรับประทานถั่วหรืออาหารชนิดนั้นในครั้งต่อไป แอนติบอดีที่มีอยู่ก็พร้อมจะทำปฏิกิริยากับอาหาร โดยจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาของร่างกายที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ทั้งนี้สารก่อภูมิแพ้ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายกับทุกคนเสมอไปและคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เกิดการแพ้ต่อสารนั้น

อาการของการแพ้อาหาร

                การแพ้อาหารบางอย่างก็เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ในขณะที่การแพ้อาหารบางชนิดก็ใช้เวลานานกว่าจะทำให้เกิดอาการแพ้เกิดขึ้น อาการแพ้อาหาร มักจะมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้:
 

  • อาการคันหรือบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น และในลำคอ
  • เกิดปฏิกิริยาที่ผิวหนัง เช่น อาการบวมและคัน มีผื่นแดงรอบปาก มีแผลตุ่มน้ำใสหรือผื่นแดงขึ้นบริเวณใบหน้า
  • เจ็บตา ตาแดง ระคายเคืองตา
  • รู้สึกไม่สบายท้อง ท้องเสีย อาเจียน ท้องอืด
  • ไอ
  • น้ำมูกไหล
  • หายใจมีเสียงหวีด(wheezing) หรือหายใจถี่ สั้น

ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การแพ้อาหารก็ได้  ดังนั้นคุณจึงควรจะไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่ถูกต้อง ถ้าคุณแพ้ถั่วอย่างรุนแรง อาการแพ้ของคุณอาจถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้เพียงแค่คุณสัมผัสหรืออยู่ใกล้ๆ คนที่กำลังกินถั่วหรือพึ่งกินถั่วเข้าไป หรือเพียงแค่อยู่ในห้องที่มีถั่วนั้นคุณก็อาจเกิดอาการแพ้ขึ้นได้ แม้แต่การใช้จาน ชาม ช้อน ส้อมที่ปนเปื้อนเศษถั่วเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการแพ้ขึ้นได้เช่นกัน

อาการแทรกซ้อนจากการแพ้อาหาร

                ในบางคนที่มีอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรง ร่างกายจะแสดงปฏิกิริยาการแพ้อย่างเฉียบพลัน (Anaphylaxis หรือ Anaphylactic shock) เป็นอาการแพ้ที่พบไม่บ่อยแต่เป็นอันตรายถึงชีวิต ลักษณะอาการที่พบคือ มีอาการวิงเวียนศีรษะ ชีพจรเต้นเร็วมาก ความดันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว มีอาการบวมที่ทางเดินหายใจและภายในลำคอ ซึ่งทำให้หายใจลำบากและหมดสติได้หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา

สาเหตุของการแพ้อาหาร

                เหตุผลจริงๆ ที่ว่าทำไมบางคนถึงแพ้อาหารหลายชนิดนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด ในคนที่แพ้อาหารบางคนอาจเริ่มมีความไวต่ออาหารชนิดนั้นตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่แล้ว อาการแพ้อาจเกิดขึ้นเมื่อเด็กได้รับสารก่อภูมิแพ้ผ่านทางนมแม่ (เมื่อแม่รับประทานอาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้) รายละเอียดในเรื่องนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

                ถ้าคุณมีอาการแพ้อื่น ๆ เช่น มีผื่นแผลที่ผิวหนังหรือเป็นหอบหืด ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจมีอาการแพ้อาหารเกิดขึ้นได้  และหากสมาชิกในครอบครัวของคุณคนใดคนหนึ่งแพ้อาหารก็มีโอกาสสูงที่คุณจะมีแพ้อาหารเช่นกัน โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องแพ้อาหารชนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กบางคนสามารถถูกกระตุ้นให้ไวต่อถั่วได้จากการสัมผัสถั่วในรูปแบบอื่นๆ เช่น จากน้ำมันสกัดจากถั่วที่เป็นส่วนผสมของยารักษาผื่นผิวหนังหรือที่ผสมอยู่ในนมผงและครีมทาหัวนม

การวินิจฉัยการแพ้อาหาร

                เมื่อแพทย์ซักประวัติอาการแล้วพบว่าคุณมีอาการคล้ายกับการแพ้อาหาร แพทย์จะส่งคุณไปพบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้เพื่อทำการทดสอบการแพ้ เช่น
 

  • การทดสอบด้วยการสะกิดผิวหนัง (skin prick tests) เป็นการทดสอบการแพ้โดยการสะกิดบริเวณท้องแขนหรือหลังแขนให้เป็นรอยแล้วนำแผ่นกระดาษเล็กๆ ที่มีสารสกัดอาหารที่สงสัยว่าคุณแพ้มาแปะบนรอยสะกิดนั้น หากพบว่ามีอาการบวม แดง รอบแผ่นแปะ แสดงว่าคุณแพ้อาหารชนิดนั้น
  • การหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้แล้วทดลองกินอีกครั้ง (elimination and challenge diets) หากคุณลองกินอาหารชนิดอื่นแทนอาหารที่คุณมีอาการแพ้ แล้วอาการแพ้อาหารของคุณดีขึ้น นั่นแปลว่าคุณแพ้อาหารชนิดนั้น และแพทย์อาจขอให้คุณลองกลับมากินอาหารที่คุณมีอาการแพ้อีกครั้งเพื่อยืนยันการวินิจฉัย อย่างไรก็ตามหากคุณมีอาการแพ้ที่รุนแรงมาก่อน การทดสอบการกลับมากินอาหารชนิดนั้นอีกครั้งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด
  • การทดสอบหาแอนติบอดีในเลือด  วิธีการนี้เป็นประโยชน์มากหากคุณแพ้อาหารอย่างรุนแรงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาการแพ้อย่างเฉียบพลัน (anaphylaxis) จากการทดสอบด้วยวิธีอื่นที่กล่าวมาข้างต้น หรือเมื่อคุณมีผิวหนังอักเสบรุนแรงจนไม่สามารถทำการทดสอบทางผิวหนังได้ ซึ่งการทดสอบการแพ้ด้วยการวัดระดับแอนติบอดีในเลือดที่เรียกว่า radioallergosorbent (RAST) นี้จะเป็นการตรวจหาปริมาณแอนติบอดีจำเพาะต่ออาหารชนิดนั้นในร่างกายของคุณโดยตรง

การรักษาการแพ้อาหาร

                อาการแพ้อาหารของบางคนโดยเฉพาะในเด็กอาจหายไปได้เอง แต่ถ้าเป็นการแพ้ถั่วและปลาอาการมักจะไม่หายไป อาการแพ้อาหารไม่มีทางรักษาให้หายได้ คุณทำได้เพียงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่คุณแพ้เท่านั้น หากคุณมีอาการแพ้อาหารที่ไม่รุนแรง คุณสามารถใช้ยากลุ่มต้านฮิสตามีน (antihistamine) เพื่อช่วยลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และอ่านเอกสารกำกับยาทุกครั้ง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การรักษาในกรณีฉุกเฉิน

                หากคุณแพ้อาหารอย่างรุนแรง คุณมีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้อย่างเฉียบพลัน (anaphylaxis) จึงต้องป้องกันตัวเองจากอาหารก่อภูมิแพ้ตามคำแนะนำที่กล่าวมา เช่น คุณต้องอ่านรายการส่วนผสมในอาหารต่างๆ อย่างถ้วนถี่ เพราะการได้รับอาหารก่อภูมิแพ้แม้เพียงปริมาณที่เล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ที่รุนแรงได้ คุณจึงควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
 

  • ขอคำแนะนำจากแพทย์ในการปฐมพยาบาลอาการแพ้อาหาร
  • บอกให้คนในครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานให้ทราบว่าคุณแพ้อาหารชนิดใด และทราบวิธีปฐมพยาบาลในกรณีฉุกเฉินเมื่อคุณมีอาการแพ้อาหาร
  • พกพาป้ายเล็กๆ หรือสวมแถบข้อมือที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับการแพ้อาหารของคุณ
  • พกเข็มฉีดยาแก้แพ้เฉียบพลัน : adrenaline ติดตัวไว้ (ยา EpiPen และ AnaPen เป็น adrenaline ในรูปแบบยาใช้ครั้งเดียวที่มีเข็มพร้อมใช้งานได้ในทันที) adrenaline เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดอาการบวมและทำให้หายใจสะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าคุณจะได้รับยา adrenaline เพื่อแก้การแพ้อย่างเฉียบพลัน (anaphylaxis)แล้ว คุณยังคงต้องไปโรงพยาบาลโดยเร็วเพื่อรับการรักษาต่อ เพราะ adrenaline ที่ได้เบื้องต้นนั้น เพียงช่วยลดปฏิกิริยาการแพ้ลงเท่านั้น
  • หากบุตรหลานของคุณมีอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรง คุณต้องแจ้งให้พี่เลี้ยงและครูทราบถึงชนิดของอาหารที่แพ้และการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องเมื่อเกิดอาการ

การอยู่กับการแพ้อาหาร

                ก่อนรับประทานอาหารคุณควรตรวจสอบส่วนประกอบของอาหารจากฉลากโดยละเอียดว่า อาหารชนิดนั้นมีส่วนประกอบที่คุณแพ้ด้วยหรือไม่ ทั้งนี้กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารบรรจุหีบห่อที่ส่งมาจำหน่ายใน สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปจะต้องติดฉลากส่วนประกอบของอาหารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ไข่ไก่หรือถั่วกำกับไว้ด้วย ซึ่งมีความพยายามที่จะขยายขอบเขตของกฎหมายนี้ให้ครอบคลุมการติดฉลากอาหารประเภทอื่นๆนอกเหนือจากอาหารบรรจุหีบห่อด้วย

                หากคุณแพ้ไข่ไก่คุณไม่สามารถรับวัคซีนไข้เหลืองได้และแพทย์ประจำตัวของคุณจะไม่แนะนำให้คุณรับวัคซีนไข้หวัดด้วยเช่นกัน
 

ก่อนหน้า   ถัดไป
 
Related Tips
ความเข้าใจผิดในการลดน้ำหนัก
บ่อยครั้งที่หลายคนมักมีความเข้าใจผิดในเรื่องของการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
อ่านเพิ่มเติม
อาการแพ้อาหาร
บทความนี้สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้อาหารหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้
อ่านเพิ่มเติม
เส้นใยอาหาร
เส้นใยอาหาร หรือ กากใยอาหารเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพ ที่จะช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ แต่คนส่วนใหญ่บริโภคเส้นใยอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการ บทความฉบับนี้จะอธิบายให้
อ่านเพิ่มเติม
คอเลสเตอรอล
เราจะได้ยินคำเตือนเกี่ยวกับคอเลสเตอรอลอยู่บ่อยๆ ซึ่งที่จริงแล้วร่างกายยังมีความต้องการคอเลสเตอรอลบางชนิดเพื่อสุขภาพที่ดี บทความนี้จะช่วยอธิบายถึงคอเลสเตอรลชนิดต่างๆ และวิธีที่จะช่วยให้คุณมีคอเลสเตอรอลอยู่ในระดับที่เหมาะสม
อ่านเพิ่มเติม
ทำไมต้องบูพา?
  • บูพามีประสบการณ์ด้านประกันสุขภาพมายาวนานกว่า 60 ปี
  • บูพามีเครือข่ายโรงพยาบาลและคลินิกมากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศไทย
         อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับทำไมต้องบูพา?
 
 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อสอบถามข้อมูลประกันสุขภาพสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ
โทร 0 2677 0000 Ext. 5501
สอบถามข้อมูลทางอีเมล
ท่านสามารถสอบถามข้อมูลผ่านทางอีเมล โดยบูพาจะทำการติดต่อกลับท่านโดยเร็วที่สุด

สุขภาพดีกับบูพา
สุขภาพในที่ทำงาน
อาหารและโภชนาการ
ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
ดูแลสุขภาพจิต
บทความเกี่ยวกับสุขภาพ